ทำอย่างไรจึงจะรู้มูลค่าหุ้นที่แท้จริงได้

เมื่อนักลงทุนการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหุ้น ก็ต้องมีการพิจารณาปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง และปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการประเมินมูลค่าหุ้น เพื่อที่ว่าจะได้ตัดสินใจซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงในตลาด และเช่นเดียวกับที่ต้องตัดสินใจขายหุ้นเมื่อราคาของหุ้นในตลาดสูงกว่ามูลค่าหุ้นที่แท้จริง
เมื่อคิดว่าจะซื้อหรือจะขายหุ้น นักลงทุนสามารถใช้เทคนิคการประเมินมูลค่าหุ้นได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
1. การประเมินมูลค่าหุ้นแบบสัมพัทธ์ หรือ Relative Model เป็นการหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นโดยมีแนวคิดที่ว่าผู้ลงทุนควรจ่ายเงินซื้อหุ้นในจำนวนกี่เท่าของตัวแปรทางบัญชีต่างๆ ซึ่งสามารถหาได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
• P/E Ratio เป็นการหาอัตราส่วนราคาต่อกำไรของหุ้น ที่คิดอย่างง่ายๆว่าหุ้นตัวที่ซื้อนั้นใช้เวลากี่ปีกว่าจะได้กำไรเท่ากับเงินทั้งหมดที่ลงทุนซื้อหุ้นไป หุ้นที่มีค่า P/E สูงถือว่าดีกว่าหุ้นที่มี P/E ต่ำ
• P/BVRatio เป็นการหาราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น ซึ่งมีหลักการคิดว่าหากนักลงทุนซื้อหุ้นได้ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมากเท่าไหร่ ก็แสดงว่าสามารถซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท ดังนั้นค่า P/BV ที่ต่ำจะดีกว่าค่า P/BV ที่สูง
2. การประเมินมูลค่าหุ้นแบบคิดลด หรือ Discounting Model
มีวิธีการคิดได้ 2 แบบ คือ
• คิดลดโดยใช้กระแสเงินสด โดยการนำค่าประมาณการณ์ของกระแสเงินสดในอนาคตที่คาดว่าจะได้รับ มาคิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน เป็นวิธีที่เหมาะกับบริษัทหรือธุรกิจที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
• คิดลดโดยใช้เงินปันผล โดยการประมาณการณ์เงินปันผลในอนาคตมาคิดลดเป็นมูลค่าในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะกับบริษัทที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ
การประเมินมูลค่าหุ้นจะช่วยให้นักลงทุนสามารถหามูลค่าหุ้นที่แท้จริง เพื่อการตัดสินใจซื้อหรือขายได้อย่างถูกต้อง

ทำอย่างไรเมื่อหุ้นตก

การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง เพราะมีผลกระทบมากมายที่อาจส่งผลต่อตลาดและทำให้หุ้นตกได้ ซึ่งหากเป็นนักลงทุนที่มีประสบการณ์ในการลงทุนย่อมรู้ดีว่า ราคาหุ้นสามารถขึ้นและลงได้อยู่เสมอ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ลงทุนผิดพลาด เลือกลงทุนในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงพอดีทำให้ขาดทุนไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องมีแนวทางในการรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์หุ้นตกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี้ด้วย
ก่อนอื่นต้องตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้หุ้นตก เพื่อที่จะได้หาทางแก้ไขที่เหมาะกับสถานการณ์ อย่างเช่น หุ้นตกที่เกิดจากสภาวะความไม่สงบหรือมีเหตุก่อการณ์ร้ายซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยในตัวหุ้นที่ถืออยู่ ก็อาจจะไม่ต้องกังวลเท่าไหร่นักเพราะอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และเป็นโอกาสดีที่นักลงทุนจะสามารถเข้าไปหาซื้อหุ้นดีราคาถูกได้ แต่หากหุ้นตกที่เกิดจากภาวะทางด้านเศรษฐกิจ หรือมีคู่แข่งรายใหม่หรือความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทลดลง ก็อาจจะต้องตัดสินใจขายทิ้ง เพราะมีโอกาสสูงที่หุ้นจะปรับตัวลดลงเรื่อยๆ การตัดสินใจขายเสียตั้งแต่เนิ่นๆแม้จะขาดทุนอยู่บ้างแต่ก็ดีกว่าการสูญเงินไปทั้งหมด
ดังนั้นการตัดขายขาดทุน หรือ cut loss จึงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสียทีเดียว เพราะมันจะเป็นการหยุดความเสียหายในการลงทุนไม่ให้มากเกินไปกว่านี้
ในการลงทุนหุ้นนั้น นักลงทุนต้องตั้งจุดขาดทุนหรือ Stop Loss เอาไว้เสมอเพื่อที่จะสามารถหยุดการขาดทุนเอาไว้ให้อยู่ในจุดที่รับได้ รวมทั้งต้องตัดใจ Cut loss เพื่อปกป้องเงินต้นเอาไว้และกำจัดความเสี่ยงที่มีออกไป จะทำให้นักลงทุนสามารถควบคุมสถานการณ์การลงทุนของตัวเองเอาไว้ได้เมื่อเกิดกรณีหุ้นตก

รู้จักกับบัญชีหุ้นแต่ละประเภทก่อนเปิดบัญชี

ขั้นตอนที่สำคัญของการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างหนึ่งก็คือการเปิดบัญชีหุ้น เพื่อทำการส่งคำสั่งซื้อขายหรือเทรดหุ้นผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งก่อนอื่นนักลงทุนต้องทำความรู้จักกับบัญชีหุ้นแต่ละประเภทก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเปิดบัญชีที่เหมาะสมกับตัวเอง
• บัญชี Cash Account หรือบัญชีเงินสด ซึ่งเป็นบัญชีที่ต้องวางเงินประกันในจำนวน 15 % ของวงเงินที่อนุมัติ โดยบริษัทหลักทรัพย์จะให้วงเงินโดยพิจารณาจากฐานะทางการเงิน,หลักประกัน และความสามารถในการชำระหนี้ ในวันที่ส่งคำสั่งซื้อ นักลงทุนจะต้องมีเงินในบัญชีจำนวน 20 %ของหุ้นที่ต้องการซื้อ และต้องโอนเงินภายใน 3 วันหลังมีการยืนยันคำสั่งซื้อ
• บัญชี Cash Balance หรือบัญชีวางเงินล่วงหน้า ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปอีกหลายชื่ออย่างบัญชี Cash Deposit และบัญชี Pre-Paid บัญชีแบบนี้นักลงทุนต้องนำเงินไปฝากเอาไว้ที่บริษัทหลักทรัพย์ และจะสามารถซื้อขายหุ้นได้ตามวงเงินที่ฝากเอาไว้เท่านั้น ซึ่งเงินที่ฝากเอาไว้นี้จะได้รับดอกเบี้ยตามปกติและถ้าหากส่งคำสั่งซื้อหุ้นแล้ววงเงินไม่พอกับมูลค่าหุ้น ก็สามารถโอนเงินเพิ่มเข้าไปได้ ซึ่งโบรกเกอร์จะหักเงินจากบัญชีภายใน 3 วันหลังมีการยืนยันคำสั่งซื้อ
• บัญชี Margin หรือบัญชี Credit Balance เป็นบัญชีที่สามารถกู้ยืมเงินจากบริษัทหลักทรัพย์ได้บางส่วนเพื่อทำการซื้อขายหุ้น โดยวางหลักประกันเอาไว้เป็นหุ้นหรือเงินสดก็ได้ วงเงินที่ว่านี้สามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามหุ้นที่วางประกันเอาไว้ แต่หากราคาหุ้นตกลงมากๆบริษัทหลักทรัพย์ก็อาจเรียกเงินวางประกันเพิ่มหรือบังคับขายหุ้นก็ได้
นักลงทุนมือใหม่อาจเริ่มต้นเปิดบัญชีหุ้นด้วย Cash Account ที่มีความตรงไปตรงมามากที่สุด หากต้องการเปิดบัญชีอื่นๆอาจปรึกษาเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเปิดบัญชี

เงินกับของแบรนด์เนม

เรื่องของเงินนับว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากต่อคนในสังคมยุคปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสังคมที่เน้นวัตถุนิยมเป็นหลัก สังคมที่ต้องซื้อสิ่งของมาโชว์เพื่ออวดว่าตัวเองมี ตัวเองรวย ตัวเองมีฐานะ สังคมค่านิยมแบรนด์เนม เราอาจเห็นได้ว่าบางคนนั้นมีเงินเดือนเพียงหลักหมื่นแต่กลับมีของแบรนด์เนมใส่ มีของเบรนด์เนมใช้ (ไม่นับรวมคนที่บ้านรวยอยู่แล้วนะค่ะ) บางคนยอมอดเพื่อให้ได้ใช้ของพวกนี้ ยอมเป็นหนี้บัตรเครดิต ยอมผ่อน แล้วคุณคิดว่ามันคุ้มมั้ยที่จะยอมเสียเงินที่หามาได้อย่างยากลำบากไปเปล่าๆ เสียเงินไปโดยใช่เหตุ บางคนยอมซื้อกระเป๋าใบละหลายแสน นาฬิกาเรือนละเป็นหมื่น เสื้อผ้านี่เรียกว่าเต็มตู้แต่ละตัวราคาหลักพันอัพ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่ได้รวยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วละก็ ขอให้ลองคิดทบทวนดูให้ดีอีกครั้งว่า…ทำไมคุณต้องเลือกเดินทางแบบนั้นด้วยหรือเพียงเพราะคุณอยากมีหน้าตาทางสังคมถึงกับยอมเสียเงินเหล่านั้นให้กับร้านค้าแทนที่จะเอาเงินที่ได้ไปให้คุณพ่อคุณแม่ เก็บเอาไว้ใช้ยามเมื่อจำเป็น เก็บเป็นเงินออมเพื่อวัยเกษียณในอนาคตหรือเอาเงินเหล่านั้นไปลงทุนเพื่อสร้างรายได้เพิ่มต่อไป
การมีหน้าตาทางสังคมนั้นสามารถมีได้โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งของราคาแพงเหล่านั้นเลยขอเพียงแค่คุณตั้งใจทำงาน ทำงานดี พูดจาดี คิดดี มีการจัดการชีวิตที่ดี ใครที่เห็นคุณเขาก็จะรู้สึกได้ว่า…คุณนี่ละคืออีกหนึ่งคนที่ดูดี รู้จักวางตัวดี มีหน้าที่การงานดีและน่าร่วมงานด้วยเป็นที่สุดโดยไม่ต้องใช้ของราคาเป็นหมื่นเพื่อซื้อใจคนเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ

บทสรุปส่งท้าย

จากบทความทั้งหมดที่ได้กล่าวมาล้วนเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเงินและการลงทุนด้วยกันทั้งสิ้น เรื่องของเงินและการลงทุนเป็นเรื่องที่สำคัญมากในสังคมยุคปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างในปัจจุบันต้องอาศัยเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งนั้น ต้องมีการลงทุนเพื่อการค้นหาความร่ำรวย เพื่อการสร้างฐานะความมั่นคงให้ตัวเองและครอบครัว หลายคนอาจจะยังไม่ได้คิดในเรื่องนี้หรืออาจยังไม่ให้ความสำคัญในสองสิ่งนี้แต่หากคุณอยากเป็นคนหนึ่งที่มีฐานะก็ควรศึกษาเรื่องของเงิน การใช้เงิน การลงทุนเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการในอนาคตแต่หากท่านใดที่กำลังสนใจและคิดที่จะลงมือสร้างฐานะในตอนนี้แล้วละก็ นั่นถือว่าเป็นสิ่งที่ ขอให้คุณเริ่มคิดและวางแผนแนวทางการใช้ชีวิตเกี่ยวกับเงินและการลงทุนนับตั้งแต่วินาทีนี้เถิด เพราะยิ่งคุณลงมือช้ามากเท่าไรคุณก็จะยิ่งสูญเสียรายได้ที่คุณน่าจะได้จากการลงทุนเหล่านั้นไปหลายบาทเลยทีเดียว
แม้เงินจะไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิตแต่มันคือสิ่งที่เป็นปัจจัยหนึ่งในการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน ดังนั้นคุณควรหันมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้ให้มากๆ ใส่ใจในรายละเอียดและรู้จักที่จะวางแผนการเงินให้กับชีวิตของตนเองและครอบครัวได้แล้ว ท่องไว้ๆ … หากอยากมีเงิน อยากรวยต้องรู้จักประมาณตนเองและรู้จักที่จะหารายได้เพิ่มเพื่อการสร้างเนื้อสร้างตัว เงินเล็กเงินน้อยล้วนมีค่า ขอให้เป็นเงินก็สามารถนำเราไปสู่อนาคตที่จะร่ำรวยได้ จงอย่าท้อ จงอย่ากลัว จงอย่าขี้เกียจและที่สำคัญจงคิดก่อนทำเสมอ คิดไตร่ตรองให้ดีในทุกการกระทำแล้วชีวิตคุณอาจจะได้เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกเรียกว่า… ประสบความสำเร็จในชีวิต

ขั้นตอนการเปิดบัญชีหุ้นและการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้น

หลังจากทำความเข้าใจกับบัญชีหุ้นแต่ละประเภท และเลือกประเภทบัญชีที่เหมาะกับตัวเองได้แล้ว นักลทุนก็ต้องดำเนินการการเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ โดยมีขั้นตอนในการเปิดบัญชีดังต่อไปนี้
1. นักลงทุนสามารถเลือกเปิดบัญชีผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทหลักทรัพย์หรือเปิดผ่านบัญชีออนไลน์ก็ได้โดยเข้าไปยังเว็บไซต์ของบริษัทหลักทรัพย์
2. กรอกรายละเอียดเพื่อขอเปิดบัญชีและส่งหลักฐานให้กับบริษัทซึ่งประกอบไปด้วยหลักฐานดังต่อไปนี้
• สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาพาสปอร์ตสำหรับชาวต่างชาติ หรือสำเนาใบสำคัญสำหรับคนต่างด้าว
• สำเนาทะเบียนบ้าน
• หากเป็นนิติบุคคล ต้องส่งหลักฐานสำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี
• สำเนาสมุดเงินฝากหรือสำเนาใบแจ้งรายการบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
3. หลังจากส่งหลักฐานทั้งหมดแล้ว ก็ต้องรอการอนุมัติซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ และเมื่อผ่านการอนุมัติ นักลงทุนก็จะได้รับเลขที่บัญชี และรหัสซื้อขายหลักทรัพย์หรือ Pin Number ที่ต้องเก็บรักษาเอาไว้ให้ดี และหลังจากนี้ก็สามารถเริ่มทำการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นได้เลย
การส่งคำสั่งซื้อขายหุ้น สามารถทำได้ 2 ช่องทางดังต่อไปนี้
• ซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ผ่านนายหน้าของโบรกเกอร์ หรือ Marketing ที่มีข้อดีคือ สามารถปรึกษาและได้รับข้อมูลการลงทุน รวมทั้งลดความผิดพลาดในการคีย์ข้อมูลเพื่อซื้อขายหักทรัพย์ โดยนักลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้โดยตรงที่ห้องค้าหลักทรัพย์หรือสั่งซื้อขายผ่านโทรศัพท์
• ซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ออนไลน์ ที่นักลงทุนสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ด้วยตนเอง และติดตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดผ่านทางโปรแกรม ซึ่งบางโบรกเกอร์อาจมีโปรแกรมหุ้นของตัวเองที่มีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกเพิ่มเติมอย่างเช่น ข่าวสารและราคาหุ้นแบบ real time เป็นต้น

ทำความรู้จักกับสินค้าของตลาดหลักทรัพย์

เมื่อพูดถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หลายคนอาจนึกถึงการซื้อขายหุ้นเพียงอย่างเดียว และเมื่อถามว่าซื้อขายหุ้นอะไร ก็อาจจะตอบได้ไม่ชัดเจนนัก ซึ่งจริงๆแล้วในตลาดหลักทรัพย์มีสินค้าหลายประเภทที่นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ ดังนั้นมาทำความรู้จักกับหุ้นและสินค้าที่มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์กัน
• หุ้นสามัญ หรือ Common stock เป็นหุ้นทุนที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในกิจการผ่านการลงทุน ซึ่งนักลงทุนจะมีสิทธิในการตัดสินใจปัญหาต่างๆอย่างเช่น การควบรวมกิจการ,การเพิ่มทุน รวมไปถึงการจ่ายเงินปันผล ที่สามารถออกเสียงตัดสินใจได้ตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่
• หุ้นบุริมสิทธิ เป็นหุ้นทุนที่ผู้ถือหุ้นจะมีสิทธิในการรับเงินคืนก่อนผู้ถือหุ้นทั่วไปในกรณีที่บริษัทปิดกิจการ ซึ่งหุ้นชนิดนี้มีจำนวนไม่มากนักในตลาดหุ้น
• หุ้นกู้หรือ Debenture เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทเอกชนที่ผู้ถือหุ้นมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของกิจการ ที่จะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยและจะได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดระยะเวลา
• หุ้นกู้แปลงสภาพ เป็นหุ้นที่มีความคล้ายคลึงกับหุ้นกู้ แต่หุ้นชนิดนี้สามารถแปลงไปเป็นหุ้นสามัญได้ซึ่งจะมีโอกาสทำกำไรมากกว่าดอกเบี้ยของหุ้นกู้ธรรมดา
• ใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือ Warrant เป็นตราสารที่มักออกมาในช่วงเวลาของการเพิ่มทุน ซึ่งผู้ซื้อจะมีสิทธิได้จองซื้อหุ้นสามัญหรือหุ้นอื่นๆเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ตามตกลง
• ใบสำคัญแสดงสิทธิระยะสั้น หรือ Short-term Warrant ซึ่งมีอายุไม่เกิน 2 เดือน มีจุดประสงค์เพื่อระดมทุนเข้าบริษัท
• ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ หรือ DW-Derivative Warrant เป็นตราสารที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการซื้อขายหลักทรัพย์อ้างอิง