การเผื่อใจและตั้งรับ

แน่นอนว่าเมื่อเราลงมือทำธุรกิจไปแล้ว เราย่อมต้องมีความมั่นใจมากพอสมควรว่าธุรกิจของเราจะเป็นไปได้ด้วยดีและเกิดความคาดหวังว่าธุรกิจนั้นจะประสบความสำเร็จได้อย่างสวยงามม มีกำไรมหาศาล ความั่นใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีเพราะถือว่าเป็นการที่เราให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ ทำให้ตัวเองมีความกล้าที่จะเดินต่อไป กล้าที่จะลุยไปข้างหน้าอย่างมั่นใจแต่อีกสิ่งที่คุณควรทำเมื่อตัดสินใจที่จะทำธุรกิจนั่นคือเรื่องของ “การเผื่อใจและตั้งรับ” กับความผิดหวังที่อาจเกิดขึ้น สิ่งนี้สำคัญมากสำหรับการทำธุรกิจเพราะในทุกธุรกิจมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะเกิดความผิดพลาด เกิดปัญหา เกิดอุปสรรคและเกิดสิ่งที่เราคาดไม่ถึงเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นหากคุณอยากมีธุรกิจและตั้งใจที่จะประสบความสำเร็จให้ได้คุณควรเตรียมความพร้อมให้ดี เตรียมตัวและเตรียมใจรับกับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นและไม่ควรลืมเตรียมสิ่งที่เรียกว่า เงินสำรองยามเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน สิ่งนี้ถือว่าจำเป็นมากต่อธุรกิจ การที่เรามีเงินไว้ก่อนดีกว่าไม่เสียหาย หากไม่เกิดเหตุการณ์ใดก็ถือว่าเรายังมีเงินเก็บไว้อุ่นใจแต่หากเกิดเหตุการณ์เราก็มีเงินพร้อมที่จะใช้เพื่อการบริหารจัดการ การแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและนำไปสู่การตั้งรับอย่างมั่นคง อนาคตเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน เราไม่สามารถกะเกณฑ์หรือคาดเดาอะไรได้ แต่หากเรามีการเตรียมการเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้ว ยามที่เราล้มเราจะได้ไม่เจ็บหนักมากและสามารถลุกขึ้นยืนได้อย่างเข้มแข็งในเวลาอันรวดเร็ว…

เงินเพื่อตัวเราเอง

เรื่องของเงินนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเราไม่บริหารจัดการให้ดีชีวิตเราก็อาจจะต้องพบเจอกับความลำบาก ความทุกข์ใจ ความไม่สุขสบายได้ ดังนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากสุขสบายทั้งในปัจจุบันและอนาคตก็ควรใส่ใจที่จะบริหารจัดการเงินเพื่อตัวคุณเองให้เป็นไปอย่างเหมาะสม จัดสรรเงินในส่วนต่างๆ ให้เป็นระเบียบและที่สำคัญเงินในส่วนของตัวคุณเองนั้นก็ควรตระหนักและให้ความสำคัญให้มากๆ คุณจะต้องรู้ว่าในแต่ละเดือนคุณจะสามารถเก็บเงินได้เท่าไรเพื่อเป็นเงินออมสำหรับอนาคต สามารถเก็บเงินได้เท่าไรเพื่อเป็นการลงทุนต่อไป ต้องรู้จักที่จะบริหารจัดการเงินให้ดีเพราะหากคุณไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร ไม่รู้ว่าเดือนๆ หนึ่งคุณใช้เงินไปมากแค่ไหน คุณสามารถเก็บเงินได้เท่าไร คุณก็จะกลายเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีเงินแบบเดือนชนเดือน เงินไม่พอใช้ดีไม่ดีกลายเป็นมนุษย์หนี้เสียด้วย ดังนั้นเราไม่ควรก่อหนี้โดยไม่จำเป็นเป็นดีที่สุด หากใครที่คิดจะมีหนี้ก็ควรคิดให้ดีเสียก่อนว่าตัวคุณนั้นมีความสามารถพอหรือไม่ที่จะปลดหนี้ ชำระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ในภายภาคหน้าหรือเพื่ออนาคตที่ดีกว่า หากคุณประเมินแล้วพบว่าคุณสามารถทำได้ก็ลุยได้เลยเพื่ออนาคตของตัวคุณเองแต่หากคุณประเมินแล้วพบว่าไม่สามารถทำได้ก็ขอให้หยุดคิดที่จะก่อหนี้เสียเถิดเพราะนั่นหมายความว่าหากคุณก่อหนี้แล้วไม่สามารถปลดหนี้ได้คุณก็จะกลายเป็นคนที่หนี้บาน มีภาระเพิ่มมากขึ้นแล้วอาจนำไปสู่การเกิดการล้มละลายทางการเงินได้

การลงทุนในหุ้นให้ประโยชน์มากกว่าที่คิด

เมื่อพูดถึงการลงทุนในหุ้น หลายคนอาจรู้สึกว่าทำไมต้องลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงอย่างตลาดหุ้น ทั้งที่มีการลงทุนแบบอื่นๆให้เลือกอีกมากมาย แต่สิ่งที่นักลงทุนหลายคนมองเห็นจากการลงทุนในตลาดหุ้นก็คือ ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจที่สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนได้ในระยะเวลาไม่นาน
การลงทุนในหุ้นหรือตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน หรือยากแก่การทำความเข้าใจหากคุณให้เวลาในการศึกษามันอย่างมากพอ ซึ่งข้อดีของการลงทุนในตลาดหุ้นมีอยู่ด้วยกันหลายข้อดังต่อไปนี้
• การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ให้ผลตอบแทนที่ดีมากกว่าการลงทุนแบบอื่นๆเช่น เงินฝากประจำหรือเงินฝากออมทรัพย์ที่หลายคนมักเลือกทำ เพราะคิดว่าเป็นวิธีการเก็บออมเงินที่มีความปลอดภัย และอาจสามารถสร้างผลตอบแทนได้จากดอกเบี้ยธนาคาร (ซึ่งในปัจจุบันนี้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากน้อยลงมากจนไม่อาจเป็นหนทางในการสร้างความมั่งคั่งได้เช่นเดิมอีกแล้ว) ซึ่งการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จะช่วยป้องกันการขาดทุนจากเงินเฟ้อ และช่วยรักษามูลค่าการลงทุนที่แท้จริงของเงินลงทุน อีกทั้งยังให้ผลตอบแทนที่ดีมากกว่าการลงทุนแบบอื่นๆที่คุณคุ้นเคย
• การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เปิดโอกาสให้คุณวางแผนออมเงินในระยะยาว อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เป็นเจ้าของธุรกิจ โดยการเลือกลงทุนในธุรกิจที่เห็นว่ามีมีโอกาสเติบโตดี และสามารถเลือกลงทุนในธุรกิจหลายประเภทเพื่อกระจายความเสี่ยงได้อีกด้วย
จะเห็นว่าการลงทุนในตลาดหุ้น เป็นหนทางในการสร้างความมั่งคั่ง เพราะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงและช่วยให้คุณวางแผนออมเงินในระยะยาวได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้ออีกด้วย

แนวคิดการวิเคราะห์ด้านเทคนิคของหุ้น

นอกเหนือจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นที่ประกอบไปด้วยการพิจารณาคุณภาพและการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆเพื่อหาหุ้นในการลงทุนแบบเน้นคุณค่าแล้ว การวิเคราะห์ปัจจัยทางด้านเทคนิคของหุ้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นำมาใช้ในการพิจารณาเพื่อตัดสินใจซื้อขายหุ้น
การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นวิธีการที่นักลงทุนทำการวิเคราะห์พฤติกรรมของหุ้นหรือพฤติกรรมของตลาดเพื่อนำมาคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในอนาคต ซึ่งปัจจัยหลักที่จะนำมาพิจารณาก็คือ ระดับของราคาและปริมาณในการซื้อขายหุ้น
• การพิจารณาหุ้นทางด้านเทคนิคจะใช้แนวคิดพื้นฐานดังต่อไปนี้
• ราคาเป็นตัวบอกข่าวสารต่างๆ
• การเคลื่อนไหวของราคาเป็นไปอย่างมีแนวโน้ม ที่จะคงอยู่อย่างนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแนวโน้มใหม่
พฤติกรรมของนักลงทุนมักไม่ต่างไปจากพฤติกรรมในอดีตที่เคยทำมา
การวิเคราะห์ทางเทคนิคมีการใช้ทฤษฎีต่างๆเพื่อเป็นตัวช่วยในการวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็น แผนภูมิแท่งเทียน หรือ Candlestick,ดัชนีบ่งชี้ต่างๆหรือ Indicators,ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ หรือทฤษฎีดาว (Dow’s Theory)
แนวคิดในการวิเคราะห์ทางเทคนิคอีกอย่างหนึ่งก็คือแนวรับและแนวต้าน ซึ่งมีหลักการอยู่ว่า เมื่อราคาหุ้นปรับลดลงจนถึงราคาแนวรับ(Support level) ก็จะมีแรงซื้อเข้ามาที่ทำให้ราคาหุ้นไม่ลดต่ำลงไปกว่าเดิม เช่นกันกับที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นจนถึงราคาที่เป็นแนวต้าน(Resistance level) ก็จะเกิดแรงขายที่ช่วยฉุดราคาหุ้นไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกจังหวะการซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นอยู่ในแนวรับ และอาจพิจารณาขายหุ้นเมื่อราคาปรับขึ้นไปอยู่ในระดับแนวต้าน

เลือกหุ้นดี ดูจากอะไรได้บ้าง

หากอยากได้ผลตอบแทนในการลงทุนที่ดี ก็ต้องเลือกลงทุนในหุ้นที่ดี แต่การเลือกหุ้นที่ดีก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆโดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ที่ยังจับทางไม่ค่อยถูก ซึ่งหากมองถึงการลงทุนหุ้นแบบเน้นคุณค่า ไม่เน้นการลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น นักลงทุนก็ต้องมองหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี เพื่อที่จะได้สร้างผลตอบแทนระยะยาวให้กับนักลงทุนได้อย่างที่ต้องการ
มาดูกันว่าแนวทางการเลือกหุ้นที่ดีต้องพิจารณาที่ปัจจัยอะไรบ้าง
• เลือกธุรกิจที่ตนเองมีความรู้ การลงทุนในธุรกิจที่นักลงทุนรู้จักดีจะทำให้เกิดความได้เปรียบในการลงทุนมากกว่าธุรกิจที่ตนเองไม่มีความรู้เลย เพราะจะสามารถทำความเข้าใจกับความเสี่ยงและวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆที่มีผลกระทบต่อหุ้นได้ดีกว่า
• บริษัทที่ลงทุนมีผลประกอบการที่ดี โดยนักลงทุนจะต้องพิจารณางบการเงินของบริษัทย้อนหลังเพื่อที่จะได้นำมาวิเคราะห์ดูว่าบริษัทมีผลประกบการที่ดีมาอย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพื่อคาดการณ์การเติบโตของบริษัทในอนาคต
• พิจารณาความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ว่าลักษณะของธุรกิจเป็นที่ต้องการของตลาดหรือผู้บริโภคหรือไม่ บริษัทเป็นผู้นำของกลุ่มธุรกิจด้านนี้หรือเปล่า เพื่อหาความได้เปรียบการแข่งขันของบริษัท โดยวิเคราะห์ SWOT ของบริษัท
• เลือกบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต
• คุณภาพของบริษัทและชื่อเสียงของผู้บริหาร ว่าเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในทางที่ดี มีความน่าเชื่อถือ และบริหารงานอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล
• ใช้การวิเคราะห์ทางด้านการเงินเพื่อประกอบการพิจารณาไม่ว่าจะเป็น P/E Ratio,P/BV ,ROE และ DE เป็นต้น
แนวทางการหาหุ้นที่ดีเหล่านี้เป็นเพียงแค่วิธีเบื้องต้น ซึ่งนักลงทุนสามารถนำไปเป็นแนวทางในการหาหุ้นที่ดีได้อย่างง่ายๆ

คุณพ่อคุณแม่ บุคคลผู้ซึ่งให้กำเนิดเรา เป็นคนที่รักเรามากที่สุด รักมากกว่าใครและคงมีหลายคนต้องมาทำงานไกลบ้าน อยู่ห่างจากคุณพ่อคุณแม่ด้วยความจำเป็นก็เพราะหวังที่จะมาสร้างอนาคต มาหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อเอาไปจุนเจือคนในครอบครัว ไม่ได้มีโอกาสเลี้ยงดูท่านด้วยตัวเอง ถึงแม้คุณจะต้องอยู่ห่างไกลจากคุณพ่อคุณแม่แต่คุณก็สามารถเป็นลูกที่ดีได้ มีวิธีมากมายที่จะตอบแทนท่านทั้งสองแม้ตัวเราจะไม่ได้ไปอยู่ใกล้ๆ ท่านอาทิเช่น การส่งเงินกลับไปให้ที่ท่าน บางคนมีมากก็ส่งให้มากบางคนมีน้อยก็ส่งให้น้อยเอาที่เราไม่ลำบากแต่ก็สามารถเลี้ยงดูท่านได้, เลือกทำประกันชีวิตให้กับท่านทั้งสอง เพราะเมื่อใดหากท่านล้มป่วยอย่างน้อยก็ยังสามารถเบิกเงินกับประกันได้ทำให้ท่านได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นยามเมื่อต้องเข้าโรงพยาบาล, การซื้อสิ่งของต่างๆ ที่มีประโยชน์ให้ท่านสิ่งของที่ท่านทั้งสองได้กินได้ใช้ เช่น ของกิน (นม ข้าวสาร ผลไม้ วิตามินบำรุงต่างๆ ฯลฯ ) ของใช้ (เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน ฯลฯ ) ส่งกลับไปให้ท่านที่บ้านซึ่งการส่งก็สามารถส่งได้หลายทางไม่ว่าจะเป็นทางไปรษณีย์ ส่งไปทางรถบัสหรือแม้กระทั่งการส่งไปทางรถไฟ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการตอบแทนบุญคุณคุณพ่อคุณแม่ด้วยกันทั้งสิ้นขอเพียงแค่คุณทำด้วยใจเพียงเท่านี้คุณพ่อคุณแม่ก็ดีใจแล้ว
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ยังไม่เคยแม้แต่จะคิดเหลียวกลับไปมองคนที่รักคุณมากที่สุดในโลกอย่างคุณพ่อคุณแม่ ไม่เคยใส่ใจใยยีความเป็นอยู่ของท่านทั้งสอง ขอให้คุณลองคิดทบทวนใหม่อีกสักครั้งเถิดว่า…ทุกวันนี้คุณเป็นลูกที่ดีพอหรือยัง?

เลือกการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ให้เหมาะกับตนเอง

หลังจากทำความรู้จักกับสินค้าของตลาดหลักทรัพย์ชนิดต่างๆกันไปแล้ว นักลงทุนมือใหม่หลายคนอาจเกิดความรู้สึกว่า ไม่รู้จะลงทุนในสินค้าประเภทไหนดี เพราะดูๆไปแล้วก็มีความน่าสนใจไปเสียทั้งนั้น ดังนั้นมาดูแนวทางการเลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ให้เหมาะกับตัวเอง เพื่อที่คุณจะสามารถกำหนดแนวทางการลงทุนของตัวเองได้ง่ายขึ้น
• หากผู้ลงทุนเป็นคนที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหรือขายหุ้น รวมทั้งไม่มีเวลาในการติดตามสถานการณ์ในการลงทุนและที่สำคัญคือไม่มีความคล่องตัวของเงินทุนสำหรับลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มากนัก เป็นนักลงทุนที่ตั้งเป้าหมายการลงทุนเอาไว้ว่าจะได้รับผลตอบแทนในระยะยาว
การลงทุนที่เหมาะสมสำหรับคุณ คือ กองทุนรวม
• หากคุณเป็นนักลงทุนที่ไม่ต้องการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง แต่เน้นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนในระยะยาวและเน้นออมเงินเป็นหลัก
การลงทุนที่เหมาะสมสำหรับคุณ คือ ตราสารในภาครัฐบาลและตราสารในภาครัฐวิสาหกิจ,หุ้นสามัญ,หุ้นบุริมสิทธิ และหุ้นกู้
• หากคุณเป็นนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนหรือมีที่ปรึกษาที่ดี,มีเวลาศึกษาข้อมูลและติดตามสถานการณ์ในตลาดหลักทรัพย์อย่างใกล้ชิด และต้องการผลตอบแทนที่รวดเร็ว อีกทั้งยังมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้สูง
การลงทุนที่เหมาะสมสำหรับคุณ คือ หุ้นสามัญ,หุ้นบุริมสิทธิ,หุ้นกู้ และใบ Warrant
นักลงทุนควรเลือกการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองเพื่อความสบายใจในการลงทุน และลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นในการลงทุนผิดๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้อยู่เสมอให้น้อยลงเท่าที่จะเป็นไปได้

ทำไมต้องลงทุนในหุ้น

หนทางในการสร้างความมั่นคงทางการเงินของคุณคืออะไร
หลายคนอาจคิดว่าการเก็บเงินเอาไว้ในธนาคารให้มากที่สุดก็ทำให้ชีวิตมีความมั่นคงอย่างแน่นอน ซึ่งนี่อาจเป็นความจริงแต่ไม่เสมอไป เพราะการเก็บเงินเอาไว้เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการบริหารจัดการอะไรเลย ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จนทำให้เงินที่เก็บเอาไว้ลดคุณค่าลงไปเรื่อยๆ เงินล้านที่มีอยู่ในวันนี้อาจเหลือคุณค่าเงินอีกไม่เท่าไหร่ในสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า ดังนั้นการลงทุนจึงเป็นหนทางในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ และทำให้ค่าเงินที่มีอยู่เพิ่มมากขึ้นด้วย
การลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยมีอยู่ด้วยกันหลายอย่าง หากเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบความเสี่ยงมากนัก ก็อาจจะเลือกลงทุนในเงินฝากประจำหรือตราสารหนี้ ที่มีความเสี่ยงน้อยแต่ผลการตอบแทนก็ต่ำก็การลงทุนชนิดอื่น แต่หากเป็นคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นก็อาจจะเลือกลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงแต่ได้รับผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้นอย่างเช่น การลงทุนในหุ้น
การลงทุนในหุ้นแม้จะเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงสูง แต่หากนักลงทุนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ และมีการศึกษาหาข้อมูลรวมทั้งเตรียมความพร้อมในการลงทุนที่ดี ก็จะทำให้การลงทุนในหุ้นสามารถให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจไม่น้อยเช่นกัน
การเลือกลงทุนในหุ้นมีทั้งการลงทุนเน้นคุณค่าและการลงทุนแบบเทคนิค ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกได้ตามความถนัดซึ่งอาจจะเลือกได้ทั้งสองแบบเพื่อเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนในการลงทุนมากขึ้น

ผลตอบแทนในการลงทุนหุ้นขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง

ก่อนลงทุนในหุ้น นักลงทุนควรทราบก่อนว่า การลงทุนทุกอย่างที่มีผลตอบแทนดีก็จะมาพร้อมกับความเสี่ยง ที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจเพื่อที่จะสามารถรับมือได้ดีมากขึ้น
การลงทุนในหุ้น คือการลงทุนที่นักลงทุนมีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับกิจการและรายได้ของธุรกิจที่ลงทุนตามสัดส่วนในการถือหุ้น ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลซึ่งเป็นส่วนแบ่งกำไรของกิจการ และผลตอบแทนที่ได้จากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขายของหุ้น
นักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนในการลงทุนหุ้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เงินปันผลและกำไรจากการขายหุ้นจะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัท รวมถึงภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และอาจจะรวมทั้งภาวะเงินเฟ้อ ดังนั้น หากอยู่ในช่วงที่มีภาวะเศรษฐกิจดี ผลตอบแทนก็จะดี ตรงกันข้ามกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ผลตอบแทนที่ได้ก็อาจจะลดลงแต่ก็อาจจะไม่เสมอไป หากหุ้นที่ลงทุนไปนั้นเป็นกิจการที่เติบโตได้ดีในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องเลือกลงทุนในกิจการที่มีความมั่นคงสูง ,มีผลการดำเนินงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจหรือเป็นธุรกิจที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องพึ่งพา เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนในระยะยาวอย่างมั่นคง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวก็ยังได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นจะเห็นว่าการลงทุนในหุ้นมีทั้งโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดี ที่มาพร้อมๆกับความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้เตรียมรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้น และสามารถวางแผนการลงทุนที่สอดคล้องกับสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม เพื่อที่จะได้เพิ่มโอกาสในการทำกำไรและลดความเสี่ยงในการลงทุนได้อีกมาก

ทำอย่างไรจึงจะรู้มูลค่าหุ้นที่แท้จริงได้

เมื่อนักลงทุนการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหุ้น ก็ต้องมีการพิจารณาปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง และปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการประเมินมูลค่าหุ้น เพื่อที่ว่าจะได้ตัดสินใจซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงในตลาด และเช่นเดียวกับที่ต้องตัดสินใจขายหุ้นเมื่อราคาของหุ้นในตลาดสูงกว่ามูลค่าหุ้นที่แท้จริง
เมื่อคิดว่าจะซื้อหรือจะขายหุ้น นักลงทุนสามารถใช้เทคนิคการประเมินมูลค่าหุ้นได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
1. การประเมินมูลค่าหุ้นแบบสัมพัทธ์ หรือ Relative Model เป็นการหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นโดยมีแนวคิดที่ว่าผู้ลงทุนควรจ่ายเงินซื้อหุ้นในจำนวนกี่เท่าของตัวแปรทางบัญชีต่างๆ ซึ่งสามารถหาได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
• P/E Ratio เป็นการหาอัตราส่วนราคาต่อกำไรของหุ้น ที่คิดอย่างง่ายๆว่าหุ้นตัวที่ซื้อนั้นใช้เวลากี่ปีกว่าจะได้กำไรเท่ากับเงินทั้งหมดที่ลงทุนซื้อหุ้นไป หุ้นที่มีค่า P/E สูงถือว่าดีกว่าหุ้นที่มี P/E ต่ำ
• P/BVRatio เป็นการหาราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น ซึ่งมีหลักการคิดว่าหากนักลงทุนซื้อหุ้นได้ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมากเท่าไหร่ ก็แสดงว่าสามารถซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท ดังนั้นค่า P/BV ที่ต่ำจะดีกว่าค่า P/BV ที่สูง
2. การประเมินมูลค่าหุ้นแบบคิดลด หรือ Discounting Model
มีวิธีการคิดได้ 2 แบบ คือ
• คิดลดโดยใช้กระแสเงินสด โดยการนำค่าประมาณการณ์ของกระแสเงินสดในอนาคตที่คาดว่าจะได้รับ มาคิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน เป็นวิธีที่เหมาะกับบริษัทหรือธุรกิจที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
• คิดลดโดยใช้เงินปันผล โดยการประมาณการณ์เงินปันผลในอนาคตมาคิดลดเป็นมูลค่าในปัจจุบัน ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะกับบริษัทที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ
การประเมินมูลค่าหุ้นจะช่วยให้นักลงทุนสามารถหามูลค่าหุ้นที่แท้จริง เพื่อการตัดสินใจซื้อหรือขายได้อย่างถูกต้อง